ติดต่อเรา
สายด่วนได้ที่ : +66 61 971 6962

4 ธุรกิจรีไซเคิล ขับเคลื่อน'โมเดลเก็บ-กลับ 'ขานรับกฎหมาย EPR

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยง “บรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว” จากมือผู้บริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่ขยะ แต่คือวัตถุดิบ” โดย TIPMSE ได้พัฒนาและผลักดันแนวทางจัดการขยะบรรจุภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การส่งเสริมความรู้ การสร้างระบบเชื่อมโยง และการสนับสนุนเครื่องมือและกลไกต่าง ๆ ให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมได้จริง ตั้งแต่ครัวเรือนจนถึงระดับนโยบาย ตัวอย่างเช่น การจัดหลักสูตรเรียนรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์ให้ครูและเยาวชนเข้าใจหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมขยายผลสู่โรงเรียนต้นแบบทั่วประเทศ และการพัฒนารูปแบบร้าน 0 บาท ที่ใช้ขยะแทนเงินสด เพื่อกระตุ้นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโมเดลความร่วมมือภายใต้หลัก EPR (Extended Producer Responsibility) ตาม พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการตลอดวงจรของบรรจุภัณฑ์ มุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างระบบจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทยอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมาย EPR หรือร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน คาดว่าจะมีประกาศบังคับใช้ในปี 2570 โดยกฎหมายจะกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ที่ถูกประกาศรายชื่อหลังกฎหมายบังคับใช้ ครอบคลุมทั้งการเก็บรวบรวม การคัดแยก และการรีไซเคิล

ทั้งนี้ TIPMSE มุ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นวัตถุดิบอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่าย EPR Network ที่ปัจจุบันขยายตัวจากเดิมกว่า 149 หน่วยงาน อย่างไรก็ตามในมุมของอุตสาหกรรมรีไซเคิลและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน  ยังคงมีทั้งความท้าทาย ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมรีไซเคิลจึงได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการและเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เพื่อนำไปสู่โอกาสในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทยอย่างยั่งยืน ในงาน Sustainable Expo หรือ SX2025 ที่ผ่านมา

สุนทร ยงศ์วิบูลศิริ

“การเก็บ-กลับ”ในอุตสาหกรรมกระดาษ สุนทร ยงศ์วิบูลศิริ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาพรวมของวงจรบรรจุภัณฑ์กระดาษ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มกล่องบรรจุภัณฑ์หลัก ซึ่งเป็นกล่องที่ใช้บรรจุสินค้าและขนส่งจากผลิตไปยังผู้จัดจำหน่ายหรือร้านค้าปลีก ถือเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด แม้ว่ากล่องประเภทนี้มักไม่ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากเมื่อถึงร้านค้าปลีก กล่องใหญ่จะถูกเปิดออกและจำหน่ายเป็นสินค้าย่อยแทน 2.กลุ่มบรรจุภัณฑ์รอง หมายถึงกล่องย่อยที่ใช้บรรจุสินค้าหนึ่งต่อหนึ่ง เช่น กล่องยาสีฟันหรือกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มนี้ผู้บริโภคนำกลับเข้าสู่ครัวเรือนโดยตรง แม้ว่าสัดส่วนจะไม่มากนัก แต่มีความสำคัญต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

 

ขอบคุณข้อมูล https://www.thaipost.net/news-update/877600/