
คาดว่าประเทศไทยจะสามารถประกาศใช้ 'พรบ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน' หรือ กฎหมาย #EPR ภายในปี พ.ศ. 2570 หรือราวอีก 3 ปีข้างหน้า
การประกาศใช้ EPR (Extended Producer Responsibility) จะเป็นการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตให้ครอบคลุมตลอดทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก #SMEs ต้องตื่นตัวและเร่งบริหารจัดการ #บรรจุภัณฑ์ ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัสดุในการผลิต การกระจายสินค้า ตลอดจนการดูแลหลังการบริโภคของลูกค้า เพื่อสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ลดการใช้ทรัพยากรตลอดจนลดการสร้างขยะ จากการเล็ดลอดของบรรจุภัณฑ์จากธุรกิจออกไปตกค้างอยู่ในธรรมชาติ
ซึ่งการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่ภาคบังคับ หลังประกาศใช้กฎหมาย EPR โดยเฉพาะความร่วมมือผ่านภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเวที 'PackBack in Action ปี 3 รวมพลังเดินหน้า : The Drive for EPR in Thailand' ที่มุ่งส่งเสริมและตอกย้ำบทบาทการขับเคลื่อน EPR โดยเปลี่ยนโฉมกลยุทธ์การพัฒนาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ให้สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
โดยมีสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม #TIPMSE ภายใต้การดำเนินงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นแกนกลางเตรียมความพร้อม ทั้งการให้ความเห็นต่อการพัฒนาร่างกฎหมาย EPR การพัฒนามาตรการจูงใจ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อรองรับระบบ EPR การส่งเสริมการออกแบบตามหลักการการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design-for- recycling หรือ D4R) การสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการ (Call to Action) ในห่วงโซ่ความรับผิดชอบ
พร้อมนำหลักการ EPR มาทดลองสร้างโมเดลเก็บกลับ #SandBox ในพื้นที่เป้าหมายโครงการ Pack Back จังหวัดชลบุรี นำร่องใน 3 เทศบาล ประกอบด้วย เทศบาลเมืองแสนสุข เทศบาลเมืองบ้านบึง และเทศบาลตำบลเกาะสีชัง และจะขยายสู่ 9 เทศบาล ในปี 2567 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบเก็บขนของท้องถิ่น และยกระดับสู่การออกเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น
ส่งผลให้เกิดต้นแบบสนับสนุนท้องถิ่นที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งความท้าทาย อยู่ที่การทำอย่างไรให้ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็กเข้าใจและเข้าร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ EPR ภาคบังคับในอนาคตได้
สำหรับการพัฒนากลไก EPR โดยใช้ระบบภาคการผลิต จะเป็นเครื่องมือและกลยุทธ์สำคัญในการเดินหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน หรือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อย่างมีนัยสำคัญ ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อบรรลุ #NetZero ตามเป้าหมาย สอดรับนโยบาย #BCG ของภาครัฐ หรือ Bio-Circular-Green Economy เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน #CircularEconomy และมุ่งเน้นสู่ความยั่งยืนภายใต้กฎเกณฑ์การค้าโลกใหม่ที่คำนึงถึงปัญหาโลกร้อนซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน
ขณะที่ระบบ EPR ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกลไกในการจัดการอย่างเป็นระบบครบวงจร เนื่องจากกฎหมายขยะปัจจุบันยังมีช่องโหว่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงเก็บขนกำจัดอย่างเดียว แต่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการคัดแยกและรีไซเคิล
ดังนั้น การประกาศ EPR เป็นกฎหมายบังคับใช้ในปี 2570 จึงเป็นเหมือนสัญญาณให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมในการนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูล https://www.facebook.com/share/181zjSk1V9/